ระบบย่อยอาหารของคน
การย่อยอาหารของคน
อาหารที่คนรับประทานเข้าไปจะผ่านไปตามทางเดินอาหารซึ่งยาวประมาณ 9 เมตร
ทางเดินอาหารนี้แบ่งออกเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนมีโครงสร้าง ดังภาพที่ 5-9 และมีหน้าที่แตกต่างกันออกไป
อวัยวะภายในช่องปาก
ในบริเวณช่องปากมีฟันทำหน้าที่บดเคี้ยวอาหารให้ละเอียดมีลิ้นช่วยคลุกเคล้าอาหาร ช่วยในการกลืนและนับรสอาหาร ฟันแต่ละซี่จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ตัวฟัน (Crown) และรากฟัน (root) ส่วนนอกสุดของตัวฟัน คือ สารเคลือบฟัน (enamel) ถัดเข้ามาเป็นชิ้นเนื้อฟัน (dentine)และโพรงฟัน(pulp cavity) ซึ่งภายในมีหลอดเลือดและเส้นประสาท ส่วนรากฟันจะอยู่ในเบ้ากระดูกขากรรไกร ชั้นนอกสุดของรากฟัน คือ สารเคลือบรากฟัน(cementum) ดังภาพที่ 5-10
ในช่องปากมีต่อมน้ำลาย 3 คู่ อยู่ที่ข้างกกหู ใต้ลิ้น และใต้ขากรรไกร ดังภาพที่ 5-9 ต่อมเหล่านี้ทำหน้าที่ผลิตน้ำลายออกมาวันละประมาณ 1-1.5 ลิตร น้ำลายมีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ถึงร้อยละ 99.5 มีค่า pH อยู่ระหว่าง 6.2-7.4 มีส่วนประกอบที่เป็นเมือกทำหน้าที่หล่อลื่นอาหารทำให้อาหารเคลื่อนสู่หลอดอาหารได้ง่าย และมีเอนไซม์อะไมเลส ทำหน้าที่ย่อยแป้งให้มีโมเลกุลเล็กลง เช่น เดกซ์ทริน หรือเป็นไดเซ็กคาไรค์ คือ มอลโทส และอาจเป็นมอโนเซ็กคาไรด์ คือ กลูโคส ดังภาพที่ 5-11 ขึ้นอยู่กับว่าเอนไซม์อะไมเลสจะไปย่อยโมเลกุลของแป้งที่บริเวณใด เนื่องจากอาหารอยู่ในปากช่วงเวลาสั้น การย่อยคาร์โบไฮเดรตจึงย่อยได้น้อยมาก
ปี พ.ศ. 2541 สำนักนโยบายและแผนสาธารณสุขได้รายงานจำนวนผู้ป่วยด้วยโรคระบบย่อยอาหาร รวมทั้งโรคในช่องปากว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 12,566,716 คน ต่อจำนวนของประชากรทั้งประเทศ จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคนี้มีมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคระบบทางเดินหายใจ ซึ่งพบว่าเป็นปัญหาของการสาธารณสุขระดับประเทศ
นอกจากนี้ในน้ำลายยังมีสารทำความสะอาดให้กับช่องปากมีสารต่อต้านแบคทีเรียและไวรัส และมีสารยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย การหลั่งของน้ำลายถูกควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ
อาหารที่ถูกย่อยในช่องปากจะถูกลิ้นคลุกเคล้า แล้วเคลื่อนที่ไปยังหลอดอาหาร (esophagus) โดยการกลืน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำงานร่วมกันของคอยหอย(pharynx) ฝาปิดกล่องเสียง(epiglottis) และเพดานอ่อน (soft palate)
เพดานอ่อนและลิ้นไก่ทำหน้าที่ปิดกั้นอาหารไม่ให้อาหารผ่านเข้าไปในโพรงจมูกขณะกลืนอาหาร
ขณะกลืนอาหาร ลิ้นจะดันอาหารไปด้านหลังของช่องปากอาหารจะดันลิ้นไก่และเพดานอ่อนขึ้นด้านบนปิดกั้นทางเดินของลมหายใจเพื่อป้องกันอาหารไม่ให้เข้าสู่โพรงจมูก จากนั้นอาหารจะเคลื่อนที่เข้าสู่หลอดอาหาร โดยอาศัยการบีบตัวของกล้ามเนื้อที่ผนังของคอหอย และอาหารจะไม่เข้าหลอดลม โดยการที่กล่องเสียง(larynx) ถูกยกตัวขึ้นไปชนฝาปิดกล่องเสียงซึ่งเป็นกระดูกอ่อนปิดช่องเปิดของกล่องเสียงไว้ดังภาพ 5-12 ก-ง ตามลำดับ
อาหารที่ถูกย่อยในช่องปากจะถูกลิ้นคลุกเคล้า แล้วเคลื่อนที่ไปยังหลอดอาหาร (esophagus) โดยการกลืน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ทำงานร่วมกันของคอยหอย(pharynx) ฝาปิดกล่องเสียง(epiglottis) และเพดานอ่อน (soft palate)
เพดานอ่อนและลิ้นไก่ทำหน้าที่ปิดกั้นอาหารไม่ให้อาหารผ่านเข้าไปในโพรงจมูกขณะกลืนอาหาร
ขณะกลืนอาหาร ลิ้นจะดันอาหารไปด้านหลังของช่องปากอาหารจะดันลิ้นไก่และเพดานอ่อนขึ้นด้านบนปิดกั้นทางเดินของลมหายใจเพื่อป้องกันอาหารไม่ให้เข้าสู่โพรงจมูก จากนั้นอาหารจะเคลื่อนที่เข้าสู่หลอดอาหาร โดยอาศัยการบีบตัวของกล้ามเนื้อที่ผนังของคอหอย และอาหารจะไม่เข้าหลอดลม โดยการที่กล่องเสียง(larynx) ถูกยกตัวขึ้นไปชนฝาปิดกล่องเสียงซึ่งเป็นกระดูกอ่อนปิดช่องเปิดของกล่องเสียงไว้ดังภาพ 5-12 ก-ง ตามลำดับ
หลอดอาหารมีความยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ทำหน้าที่นำอาหารจากปากลงสู่กระเพาะอาหาร การเคลื่อนที่ของอาหารเกิดจากการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบๆ หลอดอาหารเรียกกรับวนการนี้ว่า เพอริสตัสซิล(peristalsis) ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่อาหารยังอยู่ที่บริเวณคอยหอยและจะเกิดติดต่อไปจนสุดระยะของหลอดอาหาร เมื่ออาหารถึงกระเพาะอาหารแล้วจะมีกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารผิดกั้นไม่ให้อาหารย้อนกลับขึ้นสู่หลอดอาหาร
การย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร
กระเพาะอาหาร(stomach) อยู่ภายในช่องท้องด้านซ้ายใต้กะบังลม ผนังของกระเพาะอาหารมีกล้ามเนื้อหนา แข็งแรงมากและยืดหยุ่นได้ดี สามารถขยายความจุได้ถึง 500-2,00 ลุกบาศก์เซนติเมตร มีกล้ามเนื้อหูรูด 2 แห่ง คือ กล้ามเนื้อหูรูดที่ต่อกับหลอดอาหาร และกล้ามเนื้อหูรูดที่ต่อกับลำไส้เล็ก ผนังด้านในของกระเพาะอาหาร มีลักษณะเป็นรอยย่นบุด้วยเซลล์บุผิวประกอบด้วยเซลล์ที่สำคัญ 3 ชนิด ดังภาพที่ 5-14
เมื่ออาหารเคลื่อนที่ลงสู่กระเพาะอาหารเซลล์บางเซลล์ที่ผนังกระเพาะอาหารส่วนท้ายจะหลั่งฮอร์โมนแกสตริน (gastrin) ไปกระตุ้นการหลั่งกรดไฮโดรคลอริก และเพปวินเจน (pepsinogen) ซึ่งยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ได้ จนกว่ากรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารจะช่วยเปลี่ยนเป็นเพปซิน (pepsin) จึงจะเป็นเอนไซม์โดยสมบูรณ์ เอนไซม์เพปซินสามารถย่อยพันธะเพปไทด์บางพันธะเท่านั้น ดังนั้นการย่อยโปรตีนของเพปซิลส่วนใหญ่จึงเพียงทำให้พอลิเพปไทด์สั้นลง ดังภาพ5-15 นอกจากนี้อาจจะได้กรดอะมิโนและเพปไทด์อีกด้วยขึ้นอยู่กับโอกาสของเอนไซม์ที่จะไปสลายพันธะบริเวณใด
ความเป็นกรดในกระเพาะอาหารจะทำลายแบคทีเรียที่ติดมากับอาหาร และทำลานสมบัติของเอนไซม์อะไมเลสในน้ำลายสารอาหารพวกคาร์โบไฮเดรตที่เหลือจากการย่อยในปาก
ลิพิด และโปรตีนที่ย่อยแล้วและยังไม่ได้ย่อย จะถูกลำเลียงต่อไปยังลำไส้เล็ก
โดยปกติอาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารประมาณ 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมง ทั้งนี้อยู่กับชนิดของอาหาร อาหารจะถูกคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะอาหารด้วยการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของกระเพาะอาหาร
กินยาตรงเวลานั้นสำคัญอย่างไร
ยาก่อนอาหาร เป็นยายที่ละลายได้ดีในสภาวะที่เป็นกรดดังนั้นยาจะถูกกรดในกระเพาะอาหารละลายและดูดซึมทันทีในขณะท้องว่างจึงจำเป็นต้องกินยาก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที เพื่อผลดีต่อประสิทธิภาพของยาและการรักษา
ยาหลังอาหาร ส่วนมากมรฤทธิ์เป็นกรด ถ้ากินยาตอนท้องว่าง ยาอาจจะกัดกระเพาะอาหารจนเป็นแผลได้ หรือบางกรณีกรดจากกระเพาะอาหารอาจไปทำลายฤทธิ์ยา มีผลทำให้ยาลดประสิทธิภาพ ดังนั้นควรกินยาหลังอาหารประมาณ 15-30 นาที
ทั้งนี้เนื่องจากมีน้ำเมือกที่ขับออกมาจากเซลล์ที่ผนังด้านในของกระเพาะอาหารเคลือบเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหารไว้ และน้ำเมือกนี้มีฤทธิ์เป็นเบส ซึ่งทำปฏิกิริยากับกรดไฮโดรคลอริกทำให้เกิดสภาพเป็นกลาง นอกจากนี้อาหารยังมีส่วนช่วยให้กรดเจือจางลงอย่างไรก็ตามเซลล์ของกระเพาะอาหารถูกทำลายอยู่ตลอดเวลา แต่กระเพาะอาหารสามารถสร้างเยื่อบุขึ้นมาทดแทนอยู่เสมอ โดยในทุกๆ นาที กระเพาะอาหารจะสร้างเซลล์ใหม่ถึงครึ่งล้านเซลล์ทำให้กระเพาะอาหารมีเยื่อบุใหม่ทุกๆ 3 วัน
การเกิดแผลในกระเพาะอาหารอาจเกิดจากการกินอาหารไม่เป็นเวลา เนื่องจากร่างกายมีระบบควบคุมการหลั่งกรดไฮโดรคลอริกและเพปซิโนเจนในกระเพาะอาหารเป็นเวลาตามปกติที่เคยรับประทานอาหาร ดังนั้นเมื่อในกระเพาะอาหารไม่มีอาหารก็ยังมีการหลั่งเพปซิโนเจนและกรดไฮโดรคลอริกดังเดิม ทำให้ผนังกระเพาะอาหารถูกทำลายจนเป็นแผล เพราะกรดไฮโดรคลอริกไปทำลายเซลล์มากกว่าอัตราการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ทัน
การดื่มน้ำที่มีแอลกอฮอล์ และคาแฟอีน รวมถึงการรับประทานอาหารรสจัด ทำให้มีกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ นอกจากนี้การรับประทานยาพวกสเตอรอยด์หรือยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่พวกสเตอรอยด์ก็มีผลทำให้การสร้างเมือกที่กระเพาะอาหารลดลงเป็นผลให้กรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารทำลายผนังกระเพาะจนเป็นแผลได้
นอกจากนี้คนที่พักผ่อนไม่เพียงพอมีอารมณ์เครียด วิตกกังวลและรับประทานอาหารไม่ได้จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการหลั่งกรดไฮโดรคลอริกออกมาในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ
การย่อยอาหารในลำไส้เล็ก
อาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนและยังไม่ได้ย่อยเคลื่อนผ่านกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กทีลักษณะเป็นท่อยาวประมาณ 6-7 เมตร ขดอยู่ในช่องท้อง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนต้นที่ต่อจากกระเพาะอาหารเป็นท่อโค้งรูปตัวยู ยาวประมาณ 25 เซนติเมตร เรียกว่า ดูโอดินัม (duodenum) ส่วนถัดไป เรียกว่า เจจูนัม (jejunum) ยาวประมาณ 2.50 เมตร และไอเลียม (ileum) เป็นส่วนสุดท้ายยาวประมาณ 4 เมตร ดังภาพที่ 5-19 การย่อยอาหารในลำไส้เล็กเกี่ยวข้องกับการทำงานของตับ ตับอ่อนและผนังลำไส้เล็ก ซึ่งหลั่งสารออกมาทำงานร่วมกัน
เมื่ออาหารจากระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็กในส่วนดูโอดินัม ดูโอดินัมจะสร้างฮอร์โมนมากระตุ้นตับอ่อนให้สร้างสารโซเดียมไฮโดรคาร์บอเนตซึ่งมีฤทธิ์เป็นเบสปล่อยออกมาสู้ดูโอดินัม เพื่อลดความเป็นกรดของอาหาร
โดยปกติอาหารจะอยู่ในกระเพาะอาหารประมาณ 30 นาที ถึง 6 ชั่วโมง ทั้งนี้อยู่กับชนิดของอาหาร อาหารจะถูกคลุกเคล้าอยู่ในกระเพาะอาหารด้วยการหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่แข็งแรงของกระเพาะอาหาร
กินยาตรงเวลานั้นสำคัญอย่างไร
ยาก่อนอาหาร เป็นยายที่ละลายได้ดีในสภาวะที่เป็นกรดดังนั้นยาจะถูกกรดในกระเพาะอาหารละลายและดูดซึมทันทีในขณะท้องว่างจึงจำเป็นต้องกินยาก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที เพื่อผลดีต่อประสิทธิภาพของยาและการรักษา
ยาหลังอาหาร ส่วนมากมรฤทธิ์เป็นกรด ถ้ากินยาตอนท้องว่าง ยาอาจจะกัดกระเพาะอาหารจนเป็นแผลได้ หรือบางกรณีกรดจากกระเพาะอาหารอาจไปทำลายฤทธิ์ยา มีผลทำให้ยาลดประสิทธิภาพ ดังนั้นควรกินยาหลังอาหารประมาณ 15-30 นาที
ทั้งนี้เนื่องจากมีน้ำเมือกที่ขับออกมาจากเซลล์ที่ผนังด้านในของกระเพาะอาหารเคลือบเยื่อบุผิวของกระเพาะอาหารไว้ และน้ำเมือกนี้มีฤทธิ์เป็นเบส ซึ่งทำปฏิกิริยากับกรดไฮโดรคลอริกทำให้เกิดสภาพเป็นกลาง นอกจากนี้อาหารยังมีส่วนช่วยให้กรดเจือจางลงอย่างไรก็ตามเซลล์ของกระเพาะอาหารถูกทำลายอยู่ตลอดเวลา แต่กระเพาะอาหารสามารถสร้างเยื่อบุขึ้นมาทดแทนอยู่เสมอ โดยในทุกๆ นาที กระเพาะอาหารจะสร้างเซลล์ใหม่ถึงครึ่งล้านเซลล์ทำให้กระเพาะอาหารมีเยื่อบุใหม่ทุกๆ 3 วัน
การเกิดแผลในกระเพาะอาหารอาจเกิดจากการกินอาหารไม่เป็นเวลา เนื่องจากร่างกายมีระบบควบคุมการหลั่งกรดไฮโดรคลอริกและเพปซิโนเจนในกระเพาะอาหารเป็นเวลาตามปกติที่เคยรับประทานอาหาร ดังนั้นเมื่อในกระเพาะอาหารไม่มีอาหารก็ยังมีการหลั่งเพปซิโนเจนและกรดไฮโดรคลอริกดังเดิม ทำให้ผนังกระเพาะอาหารถูกทำลายจนเป็นแผล เพราะกรดไฮโดรคลอริกไปทำลายเซลล์มากกว่าอัตราการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ทัน
การดื่มน้ำที่มีแอลกอฮอล์ และคาแฟอีน รวมถึงการรับประทานอาหารรสจัด ทำให้มีกรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ นอกจากนี้การรับประทานยาพวกสเตอรอยด์หรือยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่พวกสเตอรอยด์ก็มีผลทำให้การสร้างเมือกที่กระเพาะอาหารลดลงเป็นผลให้กรดไฮโดรคลอริกในกระเพาะอาหารทำลายผนังกระเพาะจนเป็นแผลได้
นอกจากนี้คนที่พักผ่อนไม่เพียงพอมีอารมณ์เครียด วิตกกังวลและรับประทานอาหารไม่ได้จะเกิดผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้มีการหลั่งกรดไฮโดรคลอริกออกมาในกระเพาะอาหารมากกว่าปกติ
การย่อยอาหารในลำไส้เล็ก
อาหารที่ย่อยแล้วบางส่วนและยังไม่ได้ย่อยเคลื่อนผ่านกล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กทีลักษณะเป็นท่อยาวประมาณ 6-7 เมตร ขดอยู่ในช่องท้อง แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ส่วนต้นที่ต่อจากกระเพาะอาหารเป็นท่อโค้งรูปตัวยู ยาวประมาณ 25 เซนติเมตร เรียกว่า ดูโอดินัม (duodenum) ส่วนถัดไป เรียกว่า เจจูนัม (jejunum) ยาวประมาณ 2.50 เมตร และไอเลียม (ileum) เป็นส่วนสุดท้ายยาวประมาณ 4 เมตร ดังภาพที่ 5-19 การย่อยอาหารในลำไส้เล็กเกี่ยวข้องกับการทำงานของตับ ตับอ่อนและผนังลำไส้เล็ก ซึ่งหลั่งสารออกมาทำงานร่วมกัน
เมื่ออาหารจากระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็กในส่วนดูโอดินัม ดูโอดินัมจะสร้างฮอร์โมนมากระตุ้นตับอ่อนให้สร้างสารโซเดียมไฮโดรคาร์บอเนตซึ่งมีฤทธิ์เป็นเบสปล่อยออกมาสู้ดูโอดินัม เพื่อลดความเป็นกรดของอาหาร
การย่อยโปรตีน
ตับอ่อน (pancreas) ทำหน้าที่เป็นทั้งต่อมไร้ท่อและต่อมมีท่อ ส่วนที่เป็นต่อมไร้ท่อทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษาในบทต่อไป ส่วนที่เป็นต่อมมีท่อทำหน้าที่สร้างเอนไซม์แล้วส่งให้ลำไส้เล็ก เช่น เอนไซม์ทริปซิโนเจน(trysinogen) ไคโมทริปซิโนเจน(xhymotrypsinogen) และโพรคาร์บอกซิเพปทิเดส(procarboxypep tidas) เพื่อป้องกันการย่อยเซลล์ของตับอ่อนเอง เอนไซม์เหล่านี้จะอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถทำงานได้จนกว่าจะเข้าสู่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กจะสร้างเอนไซม์เอนเทอโรไคเนส(enterokinnase)เปลี่ยนทริปซิโนเจนให้เป็น ทริปซิน(trypsin) และ ทริปซินเองจะเปลี่ยนไคโมทริปโนเจนให้เป็นไคโมทริปซิน(chymotrypsin) และเปลี่ยนโพรคาร์บอกซิเพปทิเดสให้เป็นคาร์บอกซิเพปทิเดส(carboxypeptidase) ซึ่งพร้อมจะทำงานได้ ดังภาพที่ 5-17
ตับอ่อน (pancreas) ทำหน้าที่เป็นทั้งต่อมไร้ท่อและต่อมมีท่อ ส่วนที่เป็นต่อมไร้ท่อทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษาในบทต่อไป ส่วนที่เป็นต่อมมีท่อทำหน้าที่สร้างเอนไซม์แล้วส่งให้ลำไส้เล็ก เช่น เอนไซม์ทริปซิโนเจน(trysinogen) ไคโมทริปซิโนเจน(xhymotrypsinogen) และโพรคาร์บอกซิเพปทิเดส(procarboxypep tidas) เพื่อป้องกันการย่อยเซลล์ของตับอ่อนเอง เอนไซม์เหล่านี้จะอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถทำงานได้จนกว่าจะเข้าสู่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กจะสร้างเอนไซม์เอนเทอโรไคเนส(enterokinnase)เปลี่ยนทริปซิโนเจนให้เป็น ทริปซิน(trypsin) และ ทริปซินเองจะเปลี่ยนไคโมทริปโนเจนให้เป็นไคโมทริปซิน(chymotrypsin) และเปลี่ยนโพรคาร์บอกซิเพปทิเดสให้เป็นคาร์บอกซิเพปทิเดส(carboxypeptidase) ซึ่งพร้อมจะทำงานได้ ดังภาพที่ 5-17
ทั้งทริปซินและไคโมทริปซินจะย่อยโปรตีนให้เป็นเพปไทด์ ส่วนคาร์บอกซิเพปทิเดสจะย่อยโปรตีนและเพปไทด์ให้เป็นกรดอะมิโน
เซลล์ผนังด้านในของลำไส้เล็กส่วนดูโอดินัมจะผลิตเอนไซม์หลายชนิด ได้แก่ อะมิโนเพปทิเดส ไตรเพปทิเดส โดยเอนไวม์เหล่านี้จะย่อยเพปไทด์ให้เป็นกรดอะมิโน
กรดย่อยคาร์โปไฮเดรต
ตับอ่อนสร้างเอนไซม์อะไมเลสแล้วส่งมาที่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยแป้ง ไกลโคเจนและเดกซ์ทรินให้เป็นมอลโทสย่อยมอลโทส ดังภาพที่ 5-18 นอกจากนี้ผนังลำไส้เล็กยังผลิตเอนไซม์ซูเครสย่อยซูโครสให้เป็นกลูโคสและฟรักโทส และเอนไซม์แลกเทสย่อยแลกเทสให้เป็นกลูโคสและกาแลกโทส
เซลล์ผนังด้านในของลำไส้เล็กส่วนดูโอดินัมจะผลิตเอนไซม์หลายชนิด ได้แก่ อะมิโนเพปทิเดส ไตรเพปทิเดส โดยเอนไวม์เหล่านี้จะย่อยเพปไทด์ให้เป็นกรดอะมิโน
กรดย่อยคาร์โปไฮเดรต
ตับอ่อนสร้างเอนไซม์อะไมเลสแล้วส่งมาที่ลำไส้เล็กเพื่อย่อยแป้ง ไกลโคเจนและเดกซ์ทรินให้เป็นมอลโทสย่อยมอลโทส ดังภาพที่ 5-18 นอกจากนี้ผนังลำไส้เล็กยังผลิตเอนไซม์ซูเครสย่อยซูโครสให้เป็นกลูโคสและฟรักโทส และเอนไซม์แลกเทสย่อยแลกเทสให้เป็นกลูโคสและกาแลกโทส
การย่อยลิพิต
ตับ ทำหน้าที่สร้าง น้ำดี(bile) เก็บไว้ที่ถุงน้ำดี(gladder) จากถุงน้ำดีจะมีท่อน้ำดีมาเปิดเข้าสู่ดูโอดินัม ดังภาพที่ 5-16 จะได้ศึกษาถึงการทำงานของน้ำดีจากกิจกรรมต่อไปนี้
สมบัติของน้ำดี
น้ำดีมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ เกลือน้ำดี( bile salt ) ช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นหยดไขมันเล็กๆ และแทรกรวมกับน้ำได้ในรูปอิมัลชัน (emulsion) ตับอ่อนและเซลล์ที่ผนังลำไส้เล็กจะสร้างเอนไซม์ลิเพส ซึ่งจะย่อยไขมันที่อยู่ในรูปอิมันชันให้กรดไขมันและกลีเซอรอล ดังภาพ 5-19 เกลือน้ำดีจะถูกดูดซึมที่ลำไส้ใหญ่เพื่อให้ตับนำกลับมาใช้ใหม่
ตับ ทำหน้าที่สร้าง น้ำดี(bile) เก็บไว้ที่ถุงน้ำดี(gladder) จากถุงน้ำดีจะมีท่อน้ำดีมาเปิดเข้าสู่ดูโอดินัม ดังภาพที่ 5-16 จะได้ศึกษาถึงการทำงานของน้ำดีจากกิจกรรมต่อไปนี้
สมบัติของน้ำดี
น้ำดีมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ เกลือน้ำดี( bile salt ) ช่วยให้ไขมันแตกตัวเป็นหยดไขมันเล็กๆ และแทรกรวมกับน้ำได้ในรูปอิมัลชัน (emulsion) ตับอ่อนและเซลล์ที่ผนังลำไส้เล็กจะสร้างเอนไซม์ลิเพส ซึ่งจะย่อยไขมันที่อยู่ในรูปอิมันชันให้กรดไขมันและกลีเซอรอล ดังภาพ 5-19 เกลือน้ำดีจะถูกดูดซึมที่ลำไส้ใหญ่เพื่อให้ตับนำกลับมาใช้ใหม่
ภาพแสดงย่อยลิพิด
ที่มา : vcharkarn.com/lesson/1083
เชื่อมโยงกับเคมี
ไฮโดรไลซิล (hydrelysisi) หมายถึง กระบวนการย่อยสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นโมเลกุลเล็ก โดยใช้น้ำ เช่น การย่อยน้ำตาลมอลโทสโดยเอนไซม์มอลเทสจะทำให้พันธะที่ยึดระหว่างโมเลกุลของกลูโคส 2 โมเลกุลแตกอก โดยอะตอมของออกซิเจนและไฮโดรเจนในโมเลกุลของน้ำจะไปจับกับพันธะที่แตกออกมาของน้ำตาลดังภาพ
ไฮโดรไลซิล (hydrelysisi) หมายถึง กระบวนการย่อยสารโมเลกุลใหญ่ให้เป็นโมเลกุลเล็ก โดยใช้น้ำ เช่น การย่อยน้ำตาลมอลโทสโดยเอนไซม์มอลเทสจะทำให้พันธะที่ยึดระหว่างโมเลกุลของกลูโคส 2 โมเลกุลแตกอก โดยอะตอมของออกซิเจนและไฮโดรเจนในโมเลกุลของน้ำจะไปจับกับพันธะที่แตกออกมาของน้ำตาลดังภาพ
ที่มา : vcharkarn.com/lesson/1083
การทำงานของเอนไซม์ในระบบย่อยอาหาร
ที่มา : vcharkarn.com/lesson/1083
นิ่วในถุงน้ำดี (Gallstone)
ในประเทศไทยที่พัฒนาแล้ว พบว่าผู้ใหญ่ร้อยละ 10-20 มีนิ่วในถุงน้ำดี และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชายนิ่วในถุงน้ำดีประกอบด้วยคอเลสเทอรอล และเกลือในถุงน้ำดี ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดจากการที่ตับมีการหลั่งนำดีที่มีความเข้มข้นของคอเลสเทอรอลสูงกว่าปกติ ผู้ป่วยบางรายที่มีนิ่วในถุงน้ำดีอาจจะไม่มีอาการผิดปกติ แต่บางรายอาจจะมีอาการ เช่น ปวดบริเวณช่องท้องด้านบน หรือใต้ชายโครงด้านขวา หรืออาจปวดร้าวมาที่สะบักขวาร่วมกับอาการคลื่นไส้และอาเจียน ซึ่งมักจะเกิดหลังจากรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และบางครั้งผู้ป่วยจะมีไข้ หนาวสั่น ตัวเหลือง ตาเหลือง เป็นภาวะแทรกซ้อนได้
ดีซ่าน (Jaundice)
ดีซ่าน คืออาการตัวเหลืองและตาเหลือง ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ท่อน้ำดีอุดตัน ภาวะตับอักเสบ หรือการมีเซลล์เม็ดเลือดแดงแตกในกระแสเลือด เป็นต้น ผู้ป่วยดีซ่านควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป
การดูดซึมอาหาร
การดูดซึมอาหารเป็นกระบวนการที่มีการนำสารอาหารเข้าสู่เซลล์ เริ่มที่กระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารจะมีการดูดซึมสารอาหารที่ละลายไนลิพิดได้ดี เช่น แอลกอฮอล์ และยางบางชนิด ส่วนสารอาหารอื่นๆ รวมทั้งน้ำวิตามิน และแร่ธาตุ จะดูดซึมได้น้อย แต่ที่ลำไส้เล็กจะดูดซึมได้มากกว่า ผนังด้านในของลำไส้เล็กซึ่งบุด้วยเซลล์บุงผิวชั้นเดียวมีส่วนยื่นเล็กๆ คล้ายนิ้ว เรียกว่า วิลลัส(villus) เป็นจำนวนมาก ความหนาแน่นของวิลลัสมีประมาณ 20-40 หน่วยต่อพื้นที่ 1 ตารางมิลลิเมตร ทำให้มีพื้นที่ผิวในการดูดซึมได้มากขึ้นและด้านนอกชของเซลล์บุผิวนี้ยังมีส่วนยื่นออกไปเรียกว่า ไมโครวิลลัส (microvillus) ดังภาพที่ 5-20 ซึ่งเป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมภายในวิลลัสมีหลอดเลือดฝอย และท่อน้ำเหลือง ซึ่งจะรับสารอาหารที่ถูกดูดซึมผ่านเซลล์บุผิวของวิลลัสเข้าไป
ภาพแสดง ก. วิลลัส และไมโครวิลลัส, ข. ภาพถ่ายไมโครวิลลัสจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน
ที่มา : vcharkarn.com/lesson/1083
สารอาหารต่างๆ ที่ย่อยแล้วได้แก่ กรดอะมิโน มอโนแซ็กคาไรด์
จะดูดซึมเข้าสู่ไมโครวิลลัสของเซลล์บุผิวของลำไส้เล็ก แล้วลำเลียงไปตามหลอดเวนผ่านตับแล้วจึงเข้าสู่หัวใจ ส่วนสารอาหารจำพวกกรดไขมันและกลีเซอรอล เมื่อเข้าสู่ไมโครวิลลัสของเซลล์บุผิวแล้ว จะถูกสังเคราะห์ไตรกลีเซอไรด์ภายในเซลล์บุผิวของวิลลัส แล้วจึงโดยหลอดน้ำเหลืองฝอยไปยังหลอดน้ำเหลืองเข้าสู่หัวใจโดยไม่ผ่านตับ เลือดที่ออกจากหัวใจจะนำสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
สารอาหารเกือบทุกชนิดจะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก อาหารที่ย่อยไม่หมดหรือย่อยไม่ได้เรียกว่ากากาอาหาร รวมทั้งน้ำ วิตามิน และแร่ธาตุบางส่วนที่ไม่ดูดซึมจากลำไส้เล็กส่วนไอเลียม จะเข้าสู่ลำไส้ใหญ่โดยผ่านหูรูดที่กั้นระหว่างลำไส้ใหญ่กับไอเลียม ลำไส้ใหญ่ของคนยาวประมาณ 1.50 เมตร ประกอบด้วยส่วนที่เรียกว่า โคลอน(colon) ไส้ตรง(rectum) และทวารหนัก(anus) ดังภาพที่ 5-21
สารอาหารเกือบทุกชนิดจะถูกดูดซึมที่ลำไส้เล็ก อาหารที่ย่อยไม่หมดหรือย่อยไม่ได้เรียกว่ากากาอาหาร รวมทั้งน้ำ วิตามิน และแร่ธาตุบางส่วนที่ไม่ดูดซึมจากลำไส้เล็กส่วนไอเลียม จะเข้าสู่ลำไส้ใหญ่โดยผ่านหูรูดที่กั้นระหว่างลำไส้ใหญ่กับไอเลียม ลำไส้ใหญ่ของคนยาวประมาณ 1.50 เมตร ประกอบด้วยส่วนที่เรียกว่า โคลอน(colon) ไส้ตรง(rectum) และทวารหนัก(anus) ดังภาพที่ 5-21
เซลล์ที่ผนังด้านในของลำไส้ใหญ่จะดูดซึมน้ำ
วิตามิน และแร่ธาตุ มีการขับเมือกออกมาหล่อลื่นเพื่อช่วยในการเคลื่อนที่ของกากอาหาร นอกจากนี้ในบริเวณลำไส้ใหญ่ยังมีแบคทีเรียพวก Escherichia coli ส่วนใหญ่ไม่เป็นอันตรายต่อคน ดำรงชีวิตโดยอาศัยสารอาหารจากกากอาหาร และยังสังเคราะห์วิตามินเค วิตามินบี12 กรดโฟลิก
ไบโอทิน ซึ่งถูกดูดซึมและลำเลียงไปใช้ในร่างกายของคนได้ นอกจากนี้ยังมีแก๊สที่เกิดจากกระบวนการย่อสลายอาหารของแบคทีเรีย
เช่น มีเทนและไฮโดรเจนซัลไฟต์ ซึ่งบางครั้งจะถูขับออกมาโดยดารผายลม
จากการศึกษาพบว่า อาหารที่รับประทานเข้าไปจะเข้าไปถึงลำไส้ใหญ่ได้ภายในเวลา 4 ชั่วโมง และจะอยู่ในลำไส้ใหญ่ ส่วนที่เรียกว่า โคลอน ประมาณ 8-9 ชั่วโมง จากนั้นกาอาหารจะเคลื่อนถึงบริเวณไส้ตรงในชั่วโมงที่ 12 และอยู่ในไส้ตรงระยะหนึ่ง จึงขับถ่ายออกทางทวารหนัก
จากการศึกษาพบว่า อาหารที่รับประทานเข้าไปจะเข้าไปถึงลำไส้ใหญ่ได้ภายในเวลา 4 ชั่วโมง และจะอยู่ในลำไส้ใหญ่ ส่วนที่เรียกว่า โคลอน ประมาณ 8-9 ชั่วโมง จากนั้นกาอาหารจะเคลื่อนถึงบริเวณไส้ตรงในชั่วโมงที่ 12 และอยู่ในไส้ตรงระยะหนึ่ง จึงขับถ่ายออกทางทวารหนัก
ที่มา : vcharkarn.com/lesson/1083















ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น